ประเทศติมอร์

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตย ปัจจุบัน มีสำนักงาน United Nations Mission in Timor-Leste (UNMIT) สนับสนุน โดยเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้แก่ติมอร์-เลสเต ในด้านการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคง การเสริมสร้างการปฏิบัติตามกฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล
ประมุข (ประธานาธิบดี) (ประธานาธิบดี) นายโฮเซ่ รามอส-ฮอร์ตา (Jose Ramos-Horta)
หัวหน้ารัฐบาล (นายกรัฐมนตรี) (นายกรัฐมนตรี) นายเคย์ ราลา ซานานา กุสเมา (Kay Rala Xanana Gusmao)
หัวหน้า UNMIT นางอมีราห์ ฮัค (Ameerah Haq)

ผู้นำทางการเมืองคนสำคัญ
1. นายโจเซ หลุยส์ กูเทอเรส (José Luis Guterres) – รองนายกรัฐมนตรี
2. นายซาการีอัส อัลบาโน ดา คอสตา (Zacarius Albano da Costa) – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
3. นาย Fernando La Sama de Araujo – ประธานสภาผู้แทนราษฎร
วันประกาศเอกราช 20 พฤษภาคม 2545
วันเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ 27 กันยายน 2545 (เป็นประเทศที่ 191)
เมืองหลวง กรุงดิลี (Dili)
พื้นที่ 14,874 ตารางกิโลเมตร
ประชากร 1,177,834 คน (สถานะปี 2554)
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 91.4) คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ (ร้อยละ 2.6) อิสลาม (ร้อยละ 1.7)
ภาษา ภาษาเตตุนและภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ ภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษเป็นภาษาติดต่องาน
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย- ติมอร์ตะวันออก 20 พฤษภาคม 2545 (เป็นประเทศที่สามต่อจากจีนและนอร์เวย์)
สำนักงานของไทยในติมอร์ฯ กรุงดิลี (สถานเอกอัครราชทูต – เปิดทำการเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2545) โดยปัจจุบันมีนายสุรพันธุ์ บุณยมานพ เป็นเอกอัครราชทูต (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553)
Royal Thai Embassy
Avenida de Portugal Road, Motael,
Dili, Timor-Leste
โทร. +670 3310609
โทรสาร +670 3322179
สำนักงานของติมอร์ฯ ในไทย กรุงเทพฯ (สถานเอกอัครราชทูต) โดยมีนายโชเอา เฟรตัส เด กามารา (João Freitas de Câmara) เป็นเอกอัครราชทูตติมอร์ฯ คนแรก (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2551)
The Embassy of the Democratic Republic of Timor-Leste
Thanapoom Tower, 7th Floor,
1550 New Petchburi Road, Makasan,
Ratchathewi, Bangkok 10400

การเมืองการปกครอง

สถานการณ์ทั่วไป

ภูมิหลัง

– ติมอร์-เลสเตเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสตั้งแต่ปี 2063 (ค.ศ. 1520) ภายหลังโปรตุเกสถอนตัวออกไป เมื่อปี 2518 อินโดนีเซียได้ส่งทหารเข้ายึดครองติมอร์-เลสเตโดยผนวกเข้าเป็นจังหวัดที่ 27 อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียยินยอมให้ชาวติมอร์-เลสเตลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากอินโดนีเซีย ในวันที่ 30 สิงหาคม 2542 ประชาชนชาวติมอร์-เลสเตกว่าร้อยละ 80 ออกเสียงสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในติมอร์-เลสเตโดยกลุ่มกองกำลัง militia ที่นิยมอินโดนีเซีย สหประชาชาติได้ตัดสินใจจัดตั้งกองกำลังนานาชาติ (International Force in East Timor – INTERFET) เมื่อ 15 กันยายน 2542 เพื่อส่งเข้าไปรักษาสันติภาพในติมอร์-เลสเต ก่อนที่จะประกาศเอกราชในวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 เริ่มตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2545 – 19 พฤษภาคม 2547 สหประชาชาติดำเนินการสนับสนุนติมอร์-เลสเตภายใต้ United Nations Mission of Support in East Timor (UNMISET)

การเมือง

– ภายหลังติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชแล้ว ปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คือ ระบบการเมืองภายในประเทศยังคงอยู่ในระยะการสร้างชาติ มีกลุ่มการเมืองต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย อย่างไรก็ดี แม้ว่าทุกฝ่ายต่างให้การยอมรับบทบาทของนายซานานา กุสเมา ให้ดำรงตำแหน่งประมุขคนแรกของประเทศ แต่ติมอร์-เลสเตก็มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างกลุ่มการเมืองต่าง ๆ รวมถึงปัญหาภายในพรรค National Council for Timorese Resistance (CNRT) ซึ่งนายกุสเมาเคยเป็นผู้นำ และเป็นกลุ่มการเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดในการเรียกร้องให้ติมอร์-เลสเตแยกตัวออกจากอินโดนีเซีย

– UNTAET ได้พยายามสร้างความพร้อมเพื่อให้ติมอร์-เลสเตสามารถปกครองตนเองภายหลังได้รับเอกราช โดยเปิดโอกาสให้ชาวติมอร์-เลสเตเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น อาทิ การยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง ให้การศึกษาแก่ชาวติมอร์-เลสเตเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ชาวติมอร์-เลสเตมีส่วนร่วม UNTAET ในการปกครองตนเอง อาทิ การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งชาติ (National Legislative Council – NLC)

– เมื่อ 30 สิงหาคม 2544 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวติมอร์-เลสเตกว่าร้อยละ 91 ร่วมลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทน 88 คน เพื่อเข้าร่วมในสภาผู้แทน (Constitutient Assembly) ซึ่งรับผิดชอบการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของติมอร์-เลสเต ในเวลาเดียวกัน UNTAET ได้ประกาศรัฐบาลชั่วคราวชุดที่สองเพื่อบริหารติมอร์-เลสเตจนได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 รัฐบาลชุดที่สองมี ดร.มาริ อาลคาทิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งภายหลังติมอร์-เลสเตได้รับเอกราช รัฐบาลชั่วคราวชุดนี้ได้แปลงสภาพเป็นรัฐบาลชุดแรกของประเทศ

– เมื่อ 14 เมษายน 2545 UNTAET ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีติมอร์-เลสเต ซึ่งประธานคณะกรรมการเลือกตั้งได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้นายซานานา กุสเมา เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง โดยได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้นถึงร้อยละ 82.69 ในขณะที่นายฟรานซิสโก เซเวีย โด อามาราว คู่แข่งคนเดียว ได้รับคะแนนเพียงร้อยละ 17.31 โดยเลขาธิการสหประชาชาติเป็นผู้ทำพิธีสาบานตนให้นายกุสเมาเข้ารับตำแหน่งในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 19 พฤษภาคม 2545

– ติมอร์-เลสเตยังประสบปัญหาความไม่พร้อมในด้านต่าง ๆ อาทิ ปัญหาการขาดงบประมาณ ปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อัตราการว่างงานสูง การศึกษา การแพทย์ การขาดแคลนบุคลากรในสาขาต่าง ๆ ปัญหาสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่ถูกทำลายไป ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู การรักษาความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะปัญหาการป้องกันภัยคุกคามจากกองกำลัง militia ดังนั้น ภายหลังได้รับเอกราชแล้ว ติมอร์-เลสเตได้ขอให้กองกำลังทหารและบุคลากรจากสหประชาชาติและบางประเทศ คงอยู่ในติมอร์-เลสเตต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อช่วยรักษาความสงบและความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะในขณะที่ติมอร์-เลสเตยังไม่สามารถจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง (East Timor Defence Force – ETDF) ให้แล้วเสร็จ กอปรกับติมอร์-เลสเตจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากภายนอก ทั้งในกรอบทวิภาคี และกรอบพหุภาคี อาทิ จากสหประชาชาติ และกรอบการประชุมกลุ่มประเทศผู้บริจาคแก่ติมอร์-เลสเต

– ความไม่พร้อมในด้านต่าง ๆ ทำให้ติมอร์-เลสเตประสบปัญหาเรื่องการรักษาความมั่นคงภายใน ดังนั้น ในช่วงแรกของการเป็นประเทศเอกราช ติมอร์-เลสเตจำเป็นต้องดำเนินนโยบายทางการทูต เพื่อให้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ติมอร์-เลสเตจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีโดยเฉพาะกับอินโดนีเซีย เพื่อป้องกันปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างกันบริเวณชายแดนที่ติดกับติมอร์ตะวันตกของอินโดนีเซีย การเจรจากรณี Timor Gap ซึ่งเป็นปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย รวมถึงการเข้าร่วมในองค์กรที่สำคัญในภูมิภาค อาทิ อาเซียน ซึ่งในทางการเมืองจะเป็นหลักประกันที่ดีต่ออธิปไตยและความมั่นคงของติมอร์-เลสเต หรือการเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศในแปซิฟิกใต้ จะทำให้ติมอร์-เลสเตได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรและด้านการค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว

– เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 คณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้รับรองมติ ที่ 1392 (2002) ขยายเวลาของปฏิบัติการภายใต้อาณัติ UNTAET ออกไปจนถึงวันประกาศเอกราชติมอร์-เลสเตในวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 และหลังจากติมอร์-เลสเตเป็นเอกราชแล้ว สหประชาชาติจะยังคงภารกิจอยู่ต่อไปอีกประมาณ 2 ปี เพื่อดูแลช่วยเหลือทางด้านการบริหารสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงบริเวณชายแดน โดยเปลี่ยนชื่อเป็นปฏิบัติการ UNMISET (UN Mission of Support in East Timor)

– เมื่อ 28 มีนาคม 2548 คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติรับรองการขยายเวลาปฏิบัติงานของสหประชาชาติในติมอร์-เลสเต โดยเปลี่ยนชื่อสำนักงานจาก UNMISET เป็น UNOTIL (United Nations Office in Timor-Leste) มีวาระงาน 1 ปี ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2549 หน้าที่สำคัญคือ สนับสนุนการพัฒนาสถาบันรัฐที่สำคัญของติมอร์-เลสเต การพัฒนาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจัดฝึกอบรมการปกครองแบบประชาธิปไตยและเรื่องสิทธิมนุษยชน

– เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 ทหาร 591 นาย จากทางตะวันตกของประเทศได้ไปกรุงดิลีเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาที่พวกตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในกองทัพ ทั้งนี้ ทหารกลุ่มนี้เคยชุมนุมแล้วครั้งหนึ่งจนถูกรัฐบาลปลดประจำการเมื่อต้นปี 2549 อย่างไรก็ดี ตำรวจที่ถูกส่งไปควบคุมสถานการณ์จำนวนหนึ่งได้แปรพักตร์ไปเข้าพวกกับทหารที่ประท้วง กลายเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

ปัญหากลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอัลคาทิริลาออก (นายอัลคาทิริถูกกล่าวหาว่าจัดหาอาวุธให้กองกำลังจำนวนหนึ่งใช้กำจัดศัตรูการเมือง) สถานการณ์ลุกลามจนเกิดเหตุรุนแรงทั่วกรุงดิลี โดยเฉพาะเมื่อมีกลุ่มอันธพาลฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย กลไกของรัฐล้มเหลว ไม่มีตำรวจ ทหาร ข้าราชการทำงาน รัฐบาลตัดสินใจเชิญออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และโปรตุเกส ให้ส่งกองกำลังจำนวนประมาณ 2,500 นายไปช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย

นายกรัฐมนตรีอัลคาทิริได้ลาออกเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 และนายโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2549

– UNOTIL สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่เมื่อ 25 สิงหาคม 2549 คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติได้ตั้ง United Nations Integrated Mission in Timor-Leste (UNMIT) ขึ้นมาแทนเพื่อสนับสนุนรัฐบาลติมอร์ฯ ในการสร้างเสถียรภาพ ประชาธิปไตย และการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือน 1,608 คน และเจ้าหน้าที่ทหารประสานงาน 34 คน UNMIT มีระยะเวลาปฏิบัติงานเบื้องต้นถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550

เศรษฐกิจการค้า

เงินตรา ยังไม่มีสกุลเงินของตนเอง (แต่สามารถใช้ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์ออสเตรเลีย)
ทรัพยากรสำคัญ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน สัตว์น้ำ สิ่งทอ
สินค้าส่งออกที่สำคัญ กาแฟ เนื้อมะพร้าวแห้งสำหรับผลิตน้ำมัน หินอ่อน
ตลาดส่งออกที่สำคัญ สหรัฐฯ เยอรมนี โปรตุเกส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ซามัว สิงคโปร์ แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย
สินค้านำเข้าที่สำคัญ รถยนต์และส่วนประกอบ อาหาร (ข้าว แป้งสาลี) เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เวียดนาม จีน โปรตุเกส มาเลเซีย ญี่ปุ่น ไทย เดนมาร์ก
สินค้าส่งออกของไทย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ข้าวโพด ข้าว ยานพาหนะอื่น ๆ และส่วนประกอบ แผงสวิทช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ถั่วอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์ยาง ไอศครีม
สินค้านำเข้าจากติมอร์ฯ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รองเท้า เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด สิ่งพิมพ์
การลงทุน ไม่มีการลงทุนของติมอร์-เลสเตในไทย ส่วนภาคเอกชนไทยไปลงทุนในธุรกิจด้านบริการในติมอร์ฯ เช่น ร้านอาหาร และ สปา
คนไทยในติมอร์ฯ ประมาณ 50 คน (ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านเสริมสวย และคนงานก่อสร้าง) และตำรวจไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์จำนวน 18 คน (ชาย 8 คน หญิง 10 คน)

เศรษฐกิจ

– ติมอร์-เลสเตยังไม่มีงบประมาณเป็นของตนเองในการฟื้นฟูและบูรณะประเทศ งบประมาณส่วนใหญ่ที่ใช้ในการบูรณะประเทศมาจากความช่วยเหลือจากต่างประเทศและการรับความช่วยเหลือจากนานาชาติผ่านที่ประชุมประเทศผู้บริจาคเงินให้ติมอร์-เลสเต (Donor’s Meeting) ซึ่งจัดการประชุมแล้ว 5 ครั้ง คือ ครั้งแรกที่กรุงโตเกียว เมื่อเดือนธันวาคม 2542 ครั้งที่สองเมื่อเดือนมิถุนายน 2543 ที่กรุงลิสบอน ครั้งที่สามเมื่อเดือนธันวาคม 2543 ที่กรุงบรัสเซลส์ และครั้งที่สี่ที่กรุงออสโล เมื่อเดือนธันวาคม 2544 ซึ่งประเทศต่างๆ ได้สัญญาที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ติมอร์-เลสเตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การประชุมฯ ครั้งสุดท้ายมีขึ้นระหว่าง 14-15 พฤษภาคม 2545 ที่กรุงดิลี

– กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในติมอร์-เลสเตจะเกี่ยวข้องกับโครงการฟื้นฟูบูรณะประเทศที่ดำเนินการโดย UNMISET อย่างไรก็ดี สภาพความเสียหายในช่วงการก่อความไม่สงบของกองกำลัง militia ได้ทำลายอาคารบ้านเรือน ระบบการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานเกือบทั้งหมด รวมทั้ง เอกสารหลักฐานทางราชการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของติมอร์-เลสเต ทำให้นักลงทุนจากภายนอกยังไม่มั่นใจที่จะเข้าไปลงทุนอย่างถาวร อย่างไรก็ดี รัฐบาลและ UNMISET ได้พยายามแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น โดยการจัดระเบียบทางกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนชาวต่างชาติ อาทิ การดูแลสัญญาเช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการของบริษัทต่างชาติ

– ลู่ทางการค้าการลงทุนในติมอร์เลสเตที่มีศักยภาพ คือ ไร่กาแฟ ภาคการประมง ธุรกิจการท่องเที่ยว รวมถึงแหล่งทรัพยากรประเภทน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในเขต Timor Gap ซึ่งอยู่ระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย อย่างไรก็ดี ธุรกิจเหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและสนับสนุนด้านการเงินจากนักลงทุนภายนอกอยู่มาก เนื่องจากติมอร์-เลสเตยังขาดเงินทุน และชาวติมอร์-เลสเตยังขาดทักษะในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กอปรกับในปัจจุบันมีอัตราผู้ว่างงานสูงประมาณร้อยละ 80 ซึ่งในส่วนของนักธุรกิจไทยจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของระเบียบรวมถึงอุปสรรคดังกล่าวต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อประกอบการพิจารณาถึงความเสี่ยงในการลงทุน และขณะนี้สินค้าส่วนใหญ่ในติมอร์-เลสเตนำเข้าจากออสเตรเลียเพื่อรองรับการบริโภคของคณะเจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติและคณะทูต

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต

ภาพรวม
– ไทยและติมอร์-เลสเต มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไทยให้ความช่วยเหลือติมอร์ฯ ด้านการรักษาความมั่นคงและสันติภาพ ตั้งแต่ปี 2542 โดยได้ส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมในกองกำลัง International Force in East Timor (INTERFET) ตามคำขอของประธานาธิบดีอินโดนีเซียระหว่างปี 2542-2543 เพื่อประสานงานระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียและสหประชาชาติในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในติมอร์ฯ และส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ฯ อย่างต่อเนื่อง ผู้นำติมอร์ฯ มีทัศนคติที่ดีต่อไทย และกองกำลังทหารไทยได้รับการยอมรับจากชาวติมอร์ฯ อย่างมาก โดยเฉพาะในกิจการด้านพลเรือนซึ่งมุ่งเน้นการฝึกฝนให้ชาวติมอร์ฯ สามารถพึ่งตนเองได้
– ความร่วมมือระหว่างไทยกับติมอร์ฯ เน้นให้ความสำคัญกับด้านเศรษฐกิจ พลังงานและเกษตรกรรม ติมอร์ฯ มีทรัพยากรด้านพลังงานอุดมสมบูรณ์ จึงมีศักยภาพเป็นแหล่งพลังงานให้แก่ไทยได้ ในขณะที่ติมอร์ฯ ประสงค์จะเรียนรู้ประสบการณ์ของไทยในการบริหารจัดการและการจัดตั้งบริษัทเอกชนด้านพลังงานจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมของไทย ได้แก่ การพัฒนาพันธุ์ข้าว และการประมง
– ไทยดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสนับสนุนการพัฒนาติมอร์ฯ อย่างต่อเนื่อง โดยไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ติมอร์ฯ ผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ตั้งแต่ปี 2546 ผ่านการให้ทุนฝึกอบรม/ดูงาน ทุนศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งการจัดทำโครงการหมู่บ้านต้นแบบตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง (Self-Sufficiency Village Model) ในจังหวัดดิลีและอะลิ่ว และการส่งผู้เชี่ยวชาญไทยเดินทางไปปฏิบัติงานที่ติมอร์ฯ ในโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ ไทยให้การสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์ฯ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและความมั่นคง
– ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และพลเรือน เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งและกองพันทหารช่าง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในติมอร์ฯ มาโดยตลอดทั้งในด้านการพัฒนา การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และการรักษาสันติภาพ โดยไทยได้เข้าไปปฏิบัติการรักษาสันติภาพในติมอร์ฯ ในหลายภารกิจ อาทิ UN Mission in East Timor (UNAMET) และ International Force in East Timor (INTERFET) ในปี 2542 UN Transitional Administration in East Timor (UNTAET) ในปี 2543-2545 และ UN Mission of Support in East Timor (UNMISET) ในปี 2545-2547 โดยมีนายทหารไทยดำรงตำแหน่งสำคัญในกองกำลังรักษาสันติภาพ ได้แก่ พลตรี ทรงกิตติ จักกาบาตร์ (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลัง INTERFET พลโท บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง UNTAET ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2543 – สิงหาคม 2544 และพลโท วินัย ภัททิยกุล (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง UNTAET/UNMISET ระหว่างเดือนกันยายน 2544 – สิงหาคม 2545
– เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้รับรองข้อมติที่ 1704 (2006) จัดตั้ง United Nations Integrated Mission in Timor-Leste (UNMIT) ระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ระยะแรก 6 เดือน โดยเน้นภารกิจการฟื้นฟูและสร้างเสถียรภาพแก่ติมอร์ฯ ซึ่งสหประชาชาติได้แจ้งขอรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วน และขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาสนับสนุน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงคัดเลือกนายตำรวจที่ผ่านประสบการณ์ในการเข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพให้ฝ่ายปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติคัดเลือกจำนวน 50 นาย ซึ่งฝ่ายปฏิบัติการรักษาสันติภาพฯ ได้คัดเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเข้าปฏิบัติภารกิจ UNMIT จำนวน 41 นาย ซึ่งไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจครบทั้ง 41 นาย โดยมีการผลัดเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ตลอดมา โดยบทบาทของตำรวจไทยใน UNMIT ได้รับความชื่นชมอย่างมากจากสหประชาชาติและติมอร์ฯ โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือด้านการพัฒนามนุษยธรรม และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการรักษาสันติภาพ จึงได้รับการชมเชยจากนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีติมอร์ฯ มาโดยตลอด
– เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 รัฐบาลติมอร์ฯ และ UNMIT ได้ร่วมกันจัดทำ Joint Transition Plan ให้เป็นกลไกร่วมในการกำกับดูแลและดำเนินการการส่งมอบภารกิจของ UNMIT ก่อนที่จะถอนกำลังออกไป
เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาสันติภาพ (peacekeeping) ไปสู่การสร้างรัฐ (state-building) ที่มั่นคง สันติ และมีพัฒนาการ เป็นไปอย่างราบรื่น โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับสูงเพื่อกำกับดูแลคณะทำงาน 7 คณะซึ่งรับผิดชอบในแต่ละด้านที่สำคัญ
– ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกันได้สะท้อนในกรณีอุทกภัยของประเทศไทย ซึ่งประธานาธิบดีติมอร์ฯ ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจถึงนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 นายกรัฐมนตรีติมอร์ฯ ได้เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในไทยแก่รัฐบาลไทยจำนวน 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ไทยสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์ฯ และยินดีช่วยเหลือเพื่อเตรียมความพร้อมแก่ติมอร์ฯ ก่อนเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน การสนับสนุนติมอร์ฯ ในเรื่องนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของไทยที่ให้การสนับสนุนประเทศที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล เพื่อเป็นพันธมิตรของไทยในการผลักดันเรื่องดังกล่าวในอาเซียนให้มีความก้าวหน้าและเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออาเซียนในระยะยาว

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
ด้านการค้า
– การค้าระหว่างไทยกับติมอร์ฯ ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากติมอร์ฯ เป็นตลาดขนาดเล็ก ภาคธุรกิจมีขนาด
ไม่ใหญ่ และสินค้าส่งออก (กาแฟ เนื้อมะพร้าวสำหรับผลิตน้ำมัน หินอ่อน) ไม่ใช่สินค้าที่ไทยต้องการ
– ติมอร์ฯ มีความต้องการการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ตลอดจนมีศักยภาพด้านพลังงานและเป็นโอกาสในการลงทุนของไทย โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมที่นักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนเพื่อส่งออกต่อไปยังประเทศที่สามโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาโปรตุเกส (Community of Portuguese Language Countries: CPLP) ซึ่งติมอร์ฯ ได้รับความช่วยเหลือในรูปสิทธิทางภาษี และไปสู่ประเทศใหญ่ๆ ที่ติมอร์ฯ อยู่ระหว่างเจรจาขอสิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ จีน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย
ด้านพลังงาน
– ติมอร์ฯ ให้ความสำคัญต่อสาขาพลังงาน ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพ โดยติมอร์ฯ ได้วางแผนแม่บทระยะยาวสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและธุรกิจต่อเนื่องที่ชายฝั่งทางตอนใต้ (southcoast) โดยเฉพาะในพื้นที่ร่วมเพื่อการพัฒนาปิโตรเลียม (Joint Petroleum Development Area : JPDA) และปัจจุบันติมอร์ฯ ได้จัดตั้งบริษัท TimorGAP (Timor Gas and Petroleum Company) โดยขณะนี้ส่วนแบ่งระหว่างติมอร์ฯ กับออสเตรเลียตามข้อตกลงในพื้นที่ JPDA คือ 50 : 50 ซึ่งไทยยังมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมและลงทุนได้
– กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติติมอร์ฯ ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วย ความร่วมมือด้านพลังงานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในระหว่างการเยือนไทยของประธานาธิบดีติมอร์ฯ เมื่อวันที่ 11-13 มกราคม 2552 และมีการจัดตั้ง Joint Steering Committee เพื่อร่วมมือด้านพลังงานในประเด็นเกี่ยวกับ (1) การฝึกอบรมบุคลากรของติมอร์ฯ สาขาปิโตรเลียม (2) การจัดตั้งสถาบันปิโตรเลียมในติมอร์ฯ และ (3) แผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาไฮโดรคาร์บอนในติมอร์ฯ โดยได้มีการหารือถึงแนวทางในการพัฒนาและศึกษาศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมในบริเวณแหล่งปิโตรเลียม EKKN (Elang / Kakatua / Kakatua North) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ JPDA และบริษัท ปตท. ให้การสนับสนุนการฝึกอบรม/ทุนการศึกษาแก่เจ้าหน้าที่ด้านพลังงานของติมอร์ฯ มาศึกษาต่อในไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโรงแยกก๊าซธรรมชาติเหลว และอุตสาหกรรมส่วนขยายด้านปิโตรเคมี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 ให้บริษัท ปตท. พัฒนาและสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานแยกก๊าซธรรมชาติเหลว และอุตสาหกรรมส่วนขยายด้านปิโตรเคมีในติมอร์ฯ ซึ่งจะเป็นการนำร่องแผนการลงทุนของบริษัท ปตท. ต่อไปในอนาคต และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจสำหรับการดำเนินงานในช่วงที่สองในวันที่ 31 มกราคม 2555 อีกด้วย
– บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท. สผ.) ได้แสดงความสนใจในการลงทุนด้านพลังงานร่วมกับติมอร์ฯ และอยู่ระหว่างการรอรัฐบาลติมอร์ฯ พิจารณาอนุมัติแผนการลงทุนในโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซ Greater Sunrise ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างประเทศติมอร์ฯ กับออสเตรเลีย (Joint Petroleum Development Area : JPDA) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เสนอที่จะศึกษาความเป็นไปได้ที่จะให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลติมอร์ฯ ในรูปแบบการลงทุนร่วมกันในการรักษาสิทธิในการ Farm-in โครงการพัฒนาในพื้นที่สัมปทานของติมอร์ฯ ซึ่งบริษัทน้ำมันแห่งชาติของติมอร์ฯ มีสิทธิจะทำได้ แต่ถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาในการตัดสินใจลงทุนและจำนวนเงินลงทุนที่สูง
ความร่วมมือทางวิชาการ
– ไทยให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ เมื่อวันที่
7 สิงหาคม 2547 เพื่อดำเนินแผนความร่วมมือทางวิชาการในสาขาความร่วมมือจำนวน 10 สาขา ได้แก่
1) การเกษตร 2) สาธารณสุข 3) ประมง 4) การค้าการลงทุน 5) การท่องเที่ยว 6) พลังงาน 7) การพัฒนาขีดความสามารถการเจรจาปักปันเขตแดนน่านน้ำ 8) การพัฒนาขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในประเทศ 9) การใช้เทคโนโลยีภูมิศาสตร์สารสนเทศ และ 10) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการให้ทุนฝึกอบรม/ดูงาน ทุนศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาต่าง ๆ โดยมีคณะผู้แทนของติมอร์ฯ เดินทางมารับการฝึกอบรมในประเทศไทยในสาขาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ด้านสาธารณสุข การโยกย้ายถิ่นฐาน การพัฒนาศักยภาพของชุมชน การพัฒนาการใช้น้ำจืด และด้านการพัฒนาเด็ก เป็นต้น
– รัฐบาลไทยได้จัดทำโครงการหมู่บ้านต้นแบบตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง (Self-Sufficiency Village Model) ในพื้นที่จังหวัดดิลี และ อะลิ่ว
การเมืองการปกครอง
– ภายหลังติมอร์ฯ ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 สหประชาชาติได้จัดตั้ง United Nations Mission of Support in East Timor (UNMISET) ในช่วงวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 – 19 พฤษภาคม 2547 เพื่อสนับสนุนการสร้างประเทศในติมอร์ฯ ขณะเดียวกัน ติมอร์ฯ ก็พยายามเสริมสร้างศักยภาพที่จะพึ่งตนเอง โดยเฉพาะการพัฒนาสถาบันหลักในการบริหารประเทศ ระบบกฎหมาย และการพัฒนาตำรวจ
– เมื่อปี 2549 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ทำให้มีชาวติมอร์ฯ ประมาณ 150,000 คน อพยพไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยทั่วประเทศ ในการนี้ ไทยได้บริจาคเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยรัฐบาลติมอร์ฯ ได้ขอให้ออสเตรเลีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และโปรตุเกส ส่งกองกำลังไปช่วยรักษาความสงบ หลังจากนั้น มีการชุมนุมประท้วงเป็นครั้งคราวทั้งจากปัญหาการเมืองและกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนข้าวสาร เลขาธิการองค์การสหประชาชาติจึงได้เสนอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติขยายอาณัติของ United Nations Mission in Timor-Leste (UNMIT) จากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2551
– ในปี 2550 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี (9 เมษายน) และการเลือกตั้งทั่วไป (30 มิถุนายน) โดยนายโฮเซ่ รามอส-ฮอร์ตา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี มีวาระ 5 ปี และไม่มีพรรคการเมืองใดได้ที่นั่งเกินครึ่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั้งหมด (65 ที่นั่ง) ถึงแม้พรรค Fretilin จะได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ประธานาธิบดีจึงแต่งตั้งนายซานานา กุสเมา (Xanana Gusmao) หัวหน้าพรรค National Congress for the Reconstruction of East Timor (CNRT) และหัวหน้ากลุ่ม Alliance of Majority in Parliament (AMP) เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล โดยที่รัฐบาลไม่ได้มาจากพรรค Fretilin ซึ่งได้รับเสียงมากที่สุด สถานการณ์ทางการเมืองติมอร์ฯ จึงมีความเปราะบาง
– เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ประธานาธิบดีถูกลอบยิงที่บ้านพัก โดยพันตรี Alfredo Renado ทหารกบฏซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนประธานาธิบดีถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล Royal Darwin เมืองดาร์วินในออสเตรเลียเป็นเวลา 2 เดือน การกระทำของพันตรี Renado เป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มทหารกว่า
500 นายที่ถูกปลดเมื่อปี 2549 รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน และต่อมาผู้ก่อการได้ทยอยมอบตัวต่อทางการ ประธานาธิบดีได้เดินทางกลับกรุงดิลี เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551
– เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีฯ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ UNMIT (ซึ่งกำหนดจะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551) ขยายระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ในติมอร์ฯ ออกไป โดย UNMIT
เร่งช่วยเหลือติมอร์ฯ ในด้านการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคง การเสริมสร้างการปฏิบัติตามกฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล
– ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 UNMIT ได้ทยอยโอนภารกิจหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายใน 13 จังหวัดของติมอร์ฯ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติติมอร์ฯ (Policia Nacional de Timor-Leste : PNTL) โดยในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 11 ปี การสถาปนา PNTL เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2554 PNTL ได้รับมอบภารกิจฯ ในกรุงดิลีเป็นจังหวัดสุดท้าย ส่งผลให้ PNTL รับหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศแทน UNMIT อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังคงกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ PNTL หากเกิดความรุนแรงภายในประเทศขึ้นอีก โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งในปี 2555 ล่าสุด UNMIT ได้รับการขยายเวลาจนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 และคาดว่าจะขยายเวลาปฏิบัติหน้าที่จนถึงสิ้นปี 2555 โดยยังคงอัตรากำลังตำรวจ 1,480 คน และพลเรือน/อาสาสมัคร 1,200 คน เพื่อช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนการเลือกตั้งในปี 2555 ในขณะที่ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งได้ส่งกองกำลังเข้าร่วมใน International Stabilization Force (ISF) ก็จะถอนกองกำลังออกไปในปี 2555 เช่นกัน แต่ออสเตรเลียจะยังคงกองกำลังตำรวจ (Timor-Leste Police Development Programme) ไว้ในติมอร์ฯ จนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จสิ้น
– ติมอร์ฯ จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 17 มีนาคม 2555 และการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงกลางปี 2555
เศรษฐกิจ
– หลังจากได้รับเอกราช การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของติมอร์ฯ ดำเนินไปโดยการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งจากองค์การระหว่างประเทศ และประเทศต่าง ๆ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2548 รัฐบาลติมอร์ฯ ได้จัดตั้งกองทุนน้ำมัน (Petroleum Fund) และนำเงินส่วนหนึ่งจากกองทุนน้ำมันมาสมทบกับภาษีและรายได้อื่น เพื่อใช้เป็นงบประมาณในการบริหารประเทศ ทำให้ติมอร์ฯ เริ่มมีรายได้มากขึ้น นอกจากนี้ ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 รัฐบาลได้นำคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงานกับต่างประเทศและมีแนวคิดที่ทันสมัยมาร่วมบริหารประเทศ โดยกำหนดแผนพัฒนาประเทศ (National Development Plan) ระยะ 5 ปี ฉบับแรก (ปี 2551-2556) และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา (Strategic Development Plan) ปี 2554-2573 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
– สถานะของการเป็นประเทศผู้รับความช่วยเหลือแต่ฝ่ายเดียวของติมอร์ฯ เริ่มเปลี่ยนไป โดยรัฐบาล
มีรายได้จากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2548 เป็นเดือนละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าติมอร์ฯ จะมีเงินในกองทุนน้ำมันจำนวนมาก แต่ยังคงประสบกับภาวะอัตราเงินเฟ้อที่สูงเช่นกัน เนื่องจากผลกระทบจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดโลก ซึ่งติมอร์ฯ ยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก
– เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ติมอร์ฯ ได้เปิดธนาคารแห่งชาติ (Central Bank of Timor-Leste : CBTL) เป็นครั้งแรก มีนาย Abrao de Vasconselhos เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติคนแรก ซึ่งนับ เป็นพัฒนาการสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นสัญลักษณ์ของความมีอธิปไตยทางการเงินของติมอร์ฯ ทั้งนี้ ระบบธนาคารของติมอร์ฯ ในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้การบริหารของธนาคารต่างชาติแทบทั้งหมด
การต่างประเทศ
– ติมอร์ฯ ให้ความสำคัญกับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติมอร์ฯ ได้เยือนอินโดนีเซียและมอบหนังสือแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการที่จะเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2554 และได้เตรียมการสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนโดย (1) ตั้งคณะเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ (2) ตั้งกรมอาเซียนในกระทรวงการต่างประเทศ (3) แต่งตั้งเอกอัครราชทูตติมอร์ฯ ประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียนประจำกรุงจาการ์ตา (4) เตรียมพร้อมสำหรับการบูรณาการของภูมิภาค (regional integration)
– เมื่อวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2554 ประธานาธิบดีติมอร์ฯ ได้เยือนอินโดนีเซีย และพบหารือกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 19 ที่บาหลี เกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์ฯ อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาเซียนยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ต่อการรับติมอร์ฯ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน แต่ได้จัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะมนตรีประสานงานอาเซียน (ASEAN Coordinating Council : ACC) เพื่อศึกษานัยของการรับติมอร์ฯ เข้าเป็นสมาชิกในทุกมิติ และพิจารณาว่าติมอร์ฯ จะสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์การรับสมาชิกใหม่ของอาเซียน ตามข้อ 6 ของกฎบัตรอาเซียนได้หรือไม่
(ตามข้อเสนอของสิงคโปร์) และเพื่อให้การรับสมาชิกใหม่ของอาเซียนมีกระบวนการที่ชัดเจน และนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
– ติมอร์ฯ ให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์อันดีกับอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โปรตุเกส ประเทศสมาชิกอาเซียน และกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาโปรตุเกส (CPLP) ทั้ง 8 ประเทศ ซึ่งให้ความช่วยเหลือติมอร์ฯ มาโดยตลอด รวมทั้ง กระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีสถานเอกอัครราชทูต 15 ประเทศตั้งอยู่ในกรุงดิลี โดยเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: