ประเทศพม่า

ชื่อทางการ : สหภาพพม่า (Union of Myanmar)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 28 องศา 30 ลิปดา ถึง 10 องศา 20 ลิปดาเหนือ ภูมิประเทศตั้งอยู่ตามแนวอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันทำให้มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 2,000 ไมล์

  • ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทิเบตและจีน
  • ทางตะวันออกติดกับลาว
  • ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับไทย
  • ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบังคลาเทศและอินเดีย
  • ทางตะวันตกเฉียงใต้และทางใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล

พื้นที่ : 676,577 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1.3 เท่าของไทย)
เมืองหลวง : เนปีดอ (Naypyidaw) (ภาษาพม่า) หรือบางครั้งสะกดเป็น เนปีตอ (Nay Pyi Taw) (มีความหมายว่า มหาราชธานี) เป็นเมืองหลวงและเมืองศูนย์กลางการบริหารของสหภาพพม่าที่ได้ย้ายมาจากย่างกุ้ง ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัตปแว (Kyatpyae) ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองเปียนมานา (Pyinmana) ในเขตมัณฑะเลย์ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาโดยรอบ เมืองนี้เป็นเมืองเดียวของประเทศพม่าที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในขณะที่เมืองหลวงเก่าย่างกุ้งจะไฟฟ้าดับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมืองนี้อยู่ห่างย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งทางการพม่านั้นต้องการ เมืองนี้เริ่มมีการสร้างสิ่งต่าง ๆ บ้างแล้ว เช่น อพาร์ตเมนท์ ซึ่งคนพอมีเงินที่จะมาซื้ออยู่อาศัย เริ่มมีประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่หลายหมื่นคน แต่เมืองหลวงแห่งนี้ ยังไม่มีโรงเรียน โรงพยาบาล เปรียบเสมือนเมืองทหาร ซึ่งกำลังก่อสร้างต่อไป
ประชากร : ประมาณ 56 ล้านคน (พ.ศ.2548) มีเผ่าพันธุ์ 135 เผ่าพันธุ์ ประกอบด้วย เชื้อชาติหลัก ๆ 8 กลุ่ม คือ พม่า (ร้อยละ 68) ไทยใหญ่ (ร้อยละ 8) กะเหรี่ยง (ร้อยละ 7) ยะไข่ (ร้อยละ 4) จีน (ร้อยละ 3) มอญ (ร้อยละ 2) อินเดีย (ร้อยละ 2)
ภูมิอากาศ : สภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ในบริเวณที่เป็นเทือกเขาสูงทางตอนกลางและตอนเหนือของประเทศจะมีอากาศแห้งและร้อนมากในฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวอากาศจะเย็นมาก ตามชายฝั่งทะเลและบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำจะแปรปรวนในช่วงเปลี่ยนฤดู เพราะได้รับอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นเสมอ ทำให้บริเวณนี้มีฝนตกชุกหนาแน่นมากกว่าตอนกลางหรือตอนบนของประเทศที่เป็นเขตเงาฝน ข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว คือ ควรเดินทางในช่วงเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ เพราะฝนไม่ตก และอากาศไม่ร้อนจนเกินไปนัก
ภาษา : ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ
ศาสนา : ศาสนาพุทธ (พม่าบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน พ.ศ. 2517) ร้อยละ 90 ศาสนาคริสต์ร้อยละ 5 ศาสนาอิสลามร้อยละ 3.8 ศาสนาฮินดูร้อยละ 0.05
สกุลเงิน : จ๊าด (Kyat : MMK) อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 จ๊าดต่อ 1 บาท หรือประมาณ 1,300 จ๊าดต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (มิถุนายน 2549)
ระบอบการปกครอง : เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council – SPDC)

  • ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (ประมุขประเทศ) คือ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย (Senior General Than Shwe) (เมษายน 2535)
  • นายกรัฐมนตรี (หัวหน้ารัฐบาล) คือ พล.อ.เทียน เส่งอาเซียนและพม่า, พม่าและเรา
    by : เมธา มาสขาว
    IP : (124.120.149.158) – เมื่อ : 18/03/2009 12:18 PM

    การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) ผ่านพ้นไปแล้ว ท่ามกลางปฏิญญาหัวหินและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ระหว่างนั้นภาคประชาสังคมของเราส่วนหนึ่งร่วมปั่นจักรยานรณรงค์สันติภาพเพื่อพม่าที่หัวหิน หลายกลุ่มยังไปยื่นข้อเรียกร้องของภาคประชาชนต่อเลขาธิการอาเซียน แต่ก็มีบ้าง ผู้นำบางประเทศกลับไม่อนุญาตให้พลเมืองของตนเข้าพบเพื่อยื่นข้อเสนอ

    กว่า 40 ปีของการก่อตั้งอาเซียน อาจนับได้ว่าองค์กรประสบความสำเร็จในหลายด้าน โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ การเมือง การค้า และนำมาซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค เป็นที่ยอมรับของสังคมนานาชาติ ในการเป็นหุ้นส่วนรวมถึงคู่เจรจาทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ความสำเร็จนั้นมีส่วนผลักดันให้อาเซียนเห็นความสำคัญที่จะเป็นองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ (Legal entity) เป็นนิติบุคคลในเวลาต่อมาเพื่อให้การทำความตกลงกับประเทศและองค์กรคู่เจรจามีความหมายมากขึ้น ปฏิญญาอาเซียนซึ่งได้รับการรับรองโดยประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 นั้น เป็นประจักษ์พยานสำคัญ ทั้งความสำเร็จระดับหนึ่งของอาเซียนและในการยกระดับความสัมพันธ์ของอาเซียนกับประชาคมโลก

    แน่นอน สำหรับผู้นำทางการเมืองและการค้า อาเซียนสำเร็จในการแสวงหาความร่วมมือ แต่หากถามถึงว่า แล้วสำหรับประชาชนธรรมดาอาเซียนได้ให้ส่วนแบ่งอะไรเราบ้าง เรื่องนั้นยังคงห่างไกลต่อการรับรู้ของเรา กระทั่งจับต้องได้อาจเพียงความว่างเปล่า

    ยิ่งสำหรับพลเมืองอาเซียนที่ด้อยโอกาส ฐานะและประสบปัญหาในระดับรุนแรงนั้น อาเซียนเยียวยาแก้ไขให้ส่วนแบ่งอะไรเขาได้บ้าง สำหรับผู้ไร้สัญชาติ คนไร้รัฐ ที่อาเซียนไม่อยากพูดถึง โดยเฉพาะปัญหา แรงงานข้ามชาติ โรฮิงญา และชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ที่มีรากเหง้าที่มาของปัญหามาจากการปกครองด้วยระบบเผด็จการทหารของประเทศพม่าอย่างทารุณและไร้มนุษยธรรมนั้น นอกจากพลเมืองบางส่วนหลบลี้หนีภัยแรมรอนออกจากพรมแดนเองแล้ว พม่ายังผลักดันบ้างบางเผ่าพันธุ์ในรัฐของตนออกนอกการดูแลและความรับผิดชอบ ดังที่ปรากฎข่าวชาวโรฮิงยาลอยเรือล่องทะเลมาอย่างไม่รู้ชะตากรรม, พม่าซึ่งเป็นรัฐเผด็จการทหารหนึ่งที่อาเซียนรับรองเป็นสมาชิก

    การอยู่ร่วมกันของอาเซียน มีข้อตกลงของอาเซียนหนึ่งที่ว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของสมาชิกนั้น หากกล่าวโดยรวบรัดย่อมเป็นเพียงหลักการในการไม่ก้าวก่ายปัญหาภายใน ซึ่งมีความหมายเพียงด้านบูรณภาพแห่งดินแดนและสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ขณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจอาเซียนกลับไม่ยกอ้างข้อนี้ ปัญหาสิทธิมนุษยชนในพม่าเป็นปัญหาสำคัญของอาเซียนอย่างยิ่งยวด แต่อาเซียนยังไม่มีน้ำยาอะไรที่จะกดดันให้รัฐบาลพม่ารับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น จนเกิดวงจรการค้ามนุษย์ แรงงานทาสและผู้แบกรับปัญหากลับเป็นประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย หรือนี่เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ทำการค้ากับพม่า และแสวงหาผลกำไรเหล่านั้นจากการเข่นฆ่า สังหาร บนรอยเลือด น้ำตาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแผ่นดินพม่าเท่านั้น ถ้าเป็นเพียงเช่นนั้นเองอาเซียนก็ยังเป็นแค่เวทีของผู้นำอภิสิทธิชนของแต่ละรัฐโดยไม่สนใจที่มา และอย่างเลือดเย็นที่สุดโดยไม่สนใจใยดีต่อพลเมืองอาเซียนเอง ในการดื้อดึงคบค้าสมาคมกับสมาชิกที่มีชื่อเสียงอื้อฉาวอย่างเผด็จการทหารพม่า

    หากเราพิจารณาดูบทบาทของอาเซียน ซึ่งรับรองพม่าเข้าสู่สมาชิกสมาคมขณะที่ประชาคมโลกประณามและบอยคอตพม่าอย่างถึงที่สุด ในฐานะที่เป็นรัฐเผด็จการทหาร ไม่ยอมรับและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังเป็นผู้นำการสังหารหมู่และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทั่วโลกประณามนั้น อาเซียนยังเป็นเกราะกำบังที่สำคัญให้รัฐเผด็จการทหารพม่า.. ในการเป็นหลักประกันต่อสังคมโลกว่า อาเซียนจะดูแลและผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยในพม่าเองในฐานะสมาชิกของสมาคม เพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์คาวเลือดของภูมิภาคนี้

    ย้อนไปดูประวัติศาสตร์พม่า หลังจากเหตุการณ์นองเลือด 8888 ในวันที่ 8 สิงหาคม ปี 2531 ซึ่งประชาชนออกมาประท้วงเผด็จการทหารภายใต้ระบอบเผด็จการเนวิน ซึ่งมีอำนาจมาถึง 26 ปี ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากหลายพันคน จนทำให้นานาชาติออกมาประณาม หลังจากนั้นไม่นานเหตุการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง จึงนำมาสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นเพียงการปฏิวัติตนเองของทางการพม่าเท่านั้น มิได้มีการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้มีอำนาจของประเทศแต่อย่างใด ภายใต้การนำของ นายพลซอ หม่อง ในนามของ “สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ” หรือ “สลอร์ค” (The State Law and Order Pestoration Council ; SLORC) เดิม ซึ่งได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 18 กันยายนปีเดียวกัน และได้ปกครองพม่าด้วยระบอบ “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” โดยทหารมากว่า 20 ปี โดยภายหลังเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาพลักษณ์โดยจัดตั้งเป็น “สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ” หรือ State Peace and Development Council ; SPDC ขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ท่ามกลางสถานการณ์ที่นานาประเทศกดดันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า ซึ่งมีการเข่นฆ่า สังหาร คุกคาม ข่มขืนประชาชนและชนกลุ่มน้อยโดยทหารพม่า มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกดขี่และผูกขาดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม อันประกอบไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานด้านต่างๆ

    ภายหลังจากเหตุการณ์ 8888 นักศึกษาและผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมาก ไม่สามารถอาศัยอยู่ภายในประเทศได้ เพราะรัฐบาล SLORCได้ทำการปราบปราม ตามล่า จับกุมคุมขังผู้เป็นต่างทางความคิด และนักโทษการเมืองเป็นจำนวนมาก จนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจำนวนมากต้องหนีเข้าป่า ร่วมจับอาวุธขึ้นต่อสู้ในเขตป่าเขา จัดตั้งองค์กรในรูปแบบใหม่ตามแนวชายแดน เป็นแนวร่วมกับขบวนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยขบวนการต่างๆ บ้างก็อพยพลี้ภัยไปยังประเทศโลกที่สาม รวมทั้งจัดตั้งองค์กรและการเคลื่อนไหวใต้ดินในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยจะมีองค์กรเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่ามากมายหลายกลุ่ม เพราะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพรรคสันติบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) นักการเมือง นักศึกษา ก็ลี้ภัยทางการเมืองมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน เนื่องจากผลพวงจากการปกครองด้วยระบบทหารแบบ “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” นั้น ได้ผลักดันให้พลเมืองพม่าอพยพหนีภัยสงครามเข้ายังประเทศไทยเป็นจำนวนมากมายหลายแสนคนตามแนวชายแดน เนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวที่สุด และเป็น “แรงงานข้ามชาติ” ราคาถูกในขณะนี้

    ในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาล SLORC ต้องการสร้างภาพพจน์ใหม่ทางการเมืองของตน จึงมีการปลดนายพลซอ หม่อง ออกจากตำแหน่งประธาน SLORC และแต่งตั้ง นายพลตานฉ่วย อดีตผู้บัญชาทหารบกขึ้นมาแทนที่ พร้อมทั้งประกาศนิรโทษกรรมแก่นักโทษการเมืองที่ถูกจับในเหตุการณ์ปี พ.ศ.2531 จำนวนกว่า 2,000 คน และประกาศจัดตั้งสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศ (National Convention) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 800 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาล (The State Law and Order Pestoration Council ; SLORC) ในปี พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล SLORC กับชนเชื้อชาติต่าง ๆ สงบลงเพียงชั่วคราว

    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พม่าได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 รัฐบาลพม่าได้มีท่าทีอ่อนลง โดยยอมให้มีการหารือกับชนกลุ่มน้อยและพรรคฝ่ายค้าน เพื่อหวังที่จะปรับปรุงภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้ดีขึ้น อันจะเป็นการปูทางไปสู่การประนีประนอมทางการเมืองภายในประเทศในอนาคต จึงได้ยุบ SLORC และได้จัดตั้งสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council ; SPDC) ขึ้นแทน

    แต่เดือนสิงหาคม 2550 ก็เกิดการปราบปรามครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดหลังจากเหตุการณ์ 8888 นั้น พระภิกษุสงฆ์หลายหมื่นรูปและประชาชนนับแสนร่วมชุมนุมอย่างสงบในกรุงย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงของประเทศพม่า และในอีกหลายหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศมานานกว่า 2 สัปดาห์ ในเบื้องต้นมีการเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าลดราคาน้ำมัน ปล่อยนักโทษการเมือง ให้ฝ่ายทหารผู้ปกครองประเทศตั้งคณะสมานฉันท์เพื่อความปรองดองแห่งชาติ และออกมากล่าวคำขอโทษ พระสงฆ์ที่ถูกทหารทำร้ายร่างกาย แต่สถานการณ์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนมากมาย เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมร่วมกับพระภิกษุสงฆ์ นิสิตนักศึกษา เยาวชน ประชาชน ร่วมด้วย อดีตนักการเมืองฝ่ายค้าน พรรคสันติบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League For Democracy : NLD) และนักเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ ได้รวมตัวกันนับแสนคนในกรุงย่างกุ้งและหลายหมื่นคนตามหัวเมืองใหญ่ เพื่อประท้วงรัฐบาล ซึ่ง การลุกฮือจำนวนมากของประชาชนนั้น ทำให้ทางการพม่าข่มขู่ ทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนยุติการชุมนุมท่ามกลางการกดดันของนานาชาติเพื่อห้ามมิให้ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน แต่รัฐบาลทหารพม่าเลือกการเข่นฆ่าปราบปรามพลเมืองของตนเองเยี่ยงนักโทษในราชทัณฑ์จนล้มตายหลายร้อยศพ

    จนถึงกระทั่งวันนี้ ดูเหมือนรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ยังมิได้ใส่ใจต่อท่าทีและข้อเรียกร้องของประชาคมโลกแต่เพียงอย่างใด

    นับเพียงเหตุการณ์ 8888 และการปฏิวัติผ้าเหลืองของพระสงฆ์ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมานั้น ก็นับว่าเผด็จการทหารพม่าสมควรไม่มีที่ยืนในเวทีโลกแล้ว แต่ผู้นำแอบอ้างของรัฐนี้ ยังแอบใช้อาเซียนเป็นเสมือนกระดองเต่าในการมุดหัวและหลบลี้จากการกดดันของประชาคมโลกอย่างเสมอมา พม่าเป็นเรื่องของอาเซียน และอาเซียนแบกรับภาระในการแก้ไขเยียวยาปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ประเทศไทย

    แต่มาในเวทีอาเซียนครานี้ ผู้นำทหารพม่าถูกรุกหนัก ทั้งปัญหาเรื่องโรฮิงญา การละเมิดสิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญทหารฉบับใหม่ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า แต่ก็ยังไม่มีการสำรวจสำมะโนครัวประชากรเพื่อให้เกิดความชัดเจน แต่ผู้นำรัฐเผด็จการทหารพม่ากลับหาญกล้าบอกแก่อาเซียนในการประชุมอาเซียนซัมมิทหนนี้ทำนองว่า

    “ปัญหาในพม่า.. (เรื่องสิทธิมนุษยชน) ไม่ใช่เรื่องของอาเซียน แต่เป็นเรื่องของพม่ากับยูเอ็น”…
    ไม่รู้ว่าสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ทนกับการกลับกลอกแบบนี้ของผู้นำรัฐทหารพม่าอยู่ได้อย่างไร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: